เวลา 22.09 น. ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
หลังจากเรื่องราวร้ายๆผ่านไปได้ไม่ทันข้ามวัน
เราอยากจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแม่ที่เรารัก
สุดท้ายแล้ว ชีวิตจริงมันก็ยิ่งกว่าละครน้ำเน่า
แม่แอดมิดเข้า รพ. เนื่องจากร่างกายอ่อนเพลีย
และไม่ได้กินข้าวมาตั้งแต่เมื่อวานเย็น
(ไม่ขอพูดถึงสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องกัน)
หมอบอกว่าอาการของแม่ไม่เป็นอะไรมาก
อยากให้กินข้าวและนอนพักผ่อนเยอะๆ
กินยาตามหมอสั่งแค่นี้ก็หายและกลับบ้านได้
เรามีความหวังใจขึ้นมาว่าแม่เราไม่เป็นอะไรแล้ว
และเราจะได้อยู่ดูแลแม่อย่างสงบสุขเสียที
แต่ทว่ามันกลับไม่ราบรื่นเหมือนที่คิด...
บรรดาพี่น้องของแม่ทราบเรื่องก็มาที่ รพ.
และไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ด่าใส่อย่างยับเยิน
ประกอบไปด้วย ป้านิด (พี่สาวคนโตของแม่)
ป้าเอิบ (พี่สาวคนรองของแม่) น้าแจ่ม (น้องสาวคนเล็กของแม่)
และ น้าชิน (น้องชายคนเล็กของแม่)
ทั้ง 4 คนนี้คือพี่น้องของแม่ที่มาอาศัยอยู่ กทม.
และเป็นคนที่ตั้งแง่รังเกียจเราตั้งแต่วันที่เราทำงานที่บัวแก้ว
ป้านิดเริ่มเปิดศึกน้ำลายก่อนใคร โดยมาด่าเราว่า
เราเป็นต้นเหตุที่ทำให้แม่เราต้องเป็นแบบนี้
แล้วคนอื่นๆก็ด่าผสมโรงตามๆมา เราแทบจะเถียงกลับคำต่อคำ
เมื่อเป็นเด็กที่ชอบเถียงผู้ใหญ่แบบนี้ (เถียงอย่างมีเหตุผล)
ป้าๆน้าๆเลยลั่นวาจาว่า ....
"ต่อไปนี้ห้ามเข้ามาเยี่ยมแม่อีก พวกฉันดูแลพี่น้องฉันได้
แกอย่าเข้ามาใกล้แม่แกแม้แต่ปลายเตียง ไม่อย่างนั้น
จะเรียก รปภ. มาลากตัวฐานบุกรุกและทำร้ายร่างกาย
แกจะไม่มีสิทธิในตัวแม่แกอีกต่อไป และอย่ามาหาแม่แกอีก
อย่าเรียกร้องอะไรในตัวแม่ โตแล้วไม่ใช่เหรอ อยู่คนเดียวได้นี่
แล้วจะมาอยู่กับแม่ทำไม เลี้ยวตัวเองให้รอดก่อนแล้วค่อยมา
เลี้ยงแม่ ลูกอกตัญญูแบบนี้มีใครเค้าอยากได้เป็นลูกน้องหรือเพื่อน
แม้แต่ญาติก็ไม่เอา ไอ้คนใฝ่ต่ำรักชั่ว อย่าเอาเลือดสกปรกมาแตะ
ต้องตัวแม่แก จำใส่กะลาหัวไว้ว่าเลิกมาหาและอย่าเจอแม่แกอีกเลย
อย่าหาว่าไม่เตือนนะ..."
สิ้นคำพูดป้านิด น้ำตาของลูกแทบไหลและทรุดลงตรงหน้า
มองแม่ที่นอนน้ำตาซึมอยู่บนเตียงแต่แม่ทำอะไรมากไม่ได้
แม่พยายามบอกป้าๆน้าๆว่าอยากให้เราอยู่ แต่ไม่มีใครฟัง
เราผิดอะไร มันร้ายแรงขนาดนี้เลยเหรอถึงได้ขัดขวางแบบนี้
เมื่อความพยายามเราไม่เป็นผล เราขอออกไปดีกว่า
ก่อนจะไปเราจะเข้าไปกราบลาแม่ แต่เขาไม่ให้เข้า
แถมยังผลักเราออกจากห้องไป เราเดินร้องไห้ออกมา
เหมือนคนสิ้นหวังกำลังใจ จะทำยังไงให้เราได้เจอแม่อีกครั้ง
แม่จ๋า...แม่อยู่ดูแลตัวเองให้ดีๆนะคะ
หนูจะพยายามหาโอกาสไปหาแม่
ถึงแม้ว่าใครจะกีดกัดหรือขัดขวาง
เชื่อว่าสายใยของแม่ลูกไม่มีทางขาดกัน
รักแม่เสมอนะคะ
Fai
25/8/2017
วันศุกร์ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2560
วันอาทิตย์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2560
สี่สหายในต่างแดน [1]
สวัสดียามเช้าวันจันทร์ทุกท่าน
มาอยู่สิงคโปร์ได้ 2 อาทิตย์แล้วยังไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่เลย
วันนี้ไม่ขอบันทึกเรื่องราวบ้านเมืองของเขา แต่จะเขียนเรื่องราวของเราและเพื่อนๆ
ที่ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการชั่วคราว ณ ต่างแดน โดยมีฉันและเพื่อนอีก 3 คน
ขอเขียนถึงเพื่อนๆแต่ละคนดีกว่าว่าเป็นใครมาจากไหนอย่างไร คือเรารู้จักเป็นอย่างดี
เพราะว่าทำงานที่กระทรวงก็เดินไปมาหาสู่กันบ่อย ว่างก็นั่งจับเข่าคุย
สนทนาเฮอากันตามประสาเพื่อนที่บรรจุมาพร้อมกัน
คนแรก นายโตโต้ หนุ่มหล่อดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 วิศวกรรมเครื่องกลจากรั้วพระจอมเกล้าธนบุรี
แต่ชีวิตพลิกล็อคบังเอิญสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศด้วยคะแนนลำดับที่ 2
โตโต้เป็นหนุ่มขี้อาย ใจซื่อ มีลักยิ้มเป็นเสน่ห์ เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
แต่พอลงมือทำอะไรแล้วโตโต้จะเป็นคนที่จะงานนั้นได้ดีเยี่ยมทั้งๆที่ไม่เคยทำมาก่อน
นายโตโต้คนนี้่ถูกสั่งไปประจำการที่กรุงพนมเปญ กัมพูชาเพื่อนบ้านเรา
ฉันยังแซวกับนายคนนี้่เลยว่า "ถ้าอยากกลับไทยก็เดินผ่านด่านโรงเกลือแล้วกันนะ 555+"
ซึ่งโตโต้เป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่ายและอึดทนตามประสาหนุ่มวิศวะ แถมนางยังมาเม้าท์ให้ฟังว่า
"ได้กินงูเขียวทอดกรอบแล้วฟินอย่าบอกใคร" เออ...อย่าบอกใครทำไมนายต้องมาบอกฉัน 555+
ดูแล้วโตโต้ไม่น่ามีปัญหากับการมาอยู่ต่างเมือง เพราะเป็นประเทศที่ใกล้ไทยแค่เอื้อม บินไปกลับได้ตลอดเว...
คนที่สองชื่อ พิม หรือเพื่อนๆเรียกว่า พิมมี่ สาวสวยจากสาขาเศรษฐศาสตร์ ม.กรุงเทพ ผู้มีความอ้อนแอ้นเหมือนเด็ก ผู้ที่สอบเข้ามาได้ในลำดับต้นๆ ที่ความสวยชนะใจกรรมการ
แต่ทว่าเธอก็โก๊ะเปิ่นๆ ตามแบบนางเอกเกาหลี 555+ แบบว่า จะเดินไปซื้อข้าวมันไก่
แต่ว่าเธอไปยืนต่อแถวที่ร้านขายข้าวแกง แล้วบ่นว่าอยากกินข้าวมันไก่ ..เอ่อนะ
นิสัยหล่อนก็คล้ายๆกับฉันนี่แหละ คือชอบแซวชอบแกล้งพี่ๆเพื่อนๆไปเรื่อย
เราคุยอะไรกันสองคนก็ขำกันสองคน เราสองคนนั่งทำงานโต๊ะติดกันมาตลอด
โดนย้ายทีนึงก็ย้ายเป็นแพ็คคู่ ทำให้พี่ๆในกระทรวงเรียกเราว่า "ดูโอ้"
หล่อนได้ถูกไปประจำการที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นที่หล่อนใฝ่ฝันอยากไปมานาน
แซวเธอว่า "ใส่กิโมโนมาให้ดูด้วยนะ" เข้าทางของหล่อนเลย
ชอบอาหารญี่ปุ่น ชอบดูซีรีย์ญี่ปุ่น อะไรที่เป็นญี่ปุ่นแม้กระทั่งหนุ่มอปป้า หล่อนชอบมากๆๆ
ป่านนี้เธอคงหลงเสน่ห์ญี่ปุ่นจนหัวปักหัวปำแล้วล่ะมั้ง ...
ฉันหมายถึงวงบอยแบรนด์ที่หล่อนคลั่งไคล้อยู่นี่ไง 5555
ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่ในแดนปลาดิบนะคะคุณเพื่อน
คนที่สามบอกเลยคนนี้ค่อนข้างไฮชั้นสูงหน่อย เธอชื่อ กอบัว ไม่ทราบว่าเจ้าหล่อนจบจากที่ไหน
ส่วนฉันนั้นได้รับคำสั่งให้มาประจำการที่สิงคโปร์ ได้ยินครั้งแรกก็สะดุ้งเพราะดีใจมากๆ
เรื่องราวของพวกเราสี่คนจะเป็นอย่างไรนั้นหรือ โปรดติดตามอ่านได้ในตอนต่อไปนะคะ
มาอยู่สิงคโปร์ได้ 2 อาทิตย์แล้วยังไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นที่นี่เลย
วันนี้ไม่ขอบันทึกเรื่องราวบ้านเมืองของเขา แต่จะเขียนเรื่องราวของเราและเพื่อนๆ
ที่ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการชั่วคราว ณ ต่างแดน โดยมีฉันและเพื่อนอีก 3 คน
ขอเขียนถึงเพื่อนๆแต่ละคนดีกว่าว่าเป็นใครมาจากไหนอย่างไร คือเรารู้จักเป็นอย่างดี
เพราะว่าทำงานที่กระทรวงก็เดินไปมาหาสู่กันบ่อย ว่างก็นั่งจับเข่าคุย
สนทนาเฮอากันตามประสาเพื่อนที่บรรจุมาพร้อมกัน
คนแรก นายโตโต้ หนุ่มหล่อดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 2 วิศวกรรมเครื่องกลจากรั้วพระจอมเกล้าธนบุรี
แต่ชีวิตพลิกล็อคบังเอิญสอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศด้วยคะแนนลำดับที่ 2
โตโต้เป็นหนุ่มขี้อาย ใจซื่อ มีลักยิ้มเป็นเสน่ห์ เป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
แต่พอลงมือทำอะไรแล้วโตโต้จะเป็นคนที่จะงานนั้นได้ดีเยี่ยมทั้งๆที่ไม่เคยทำมาก่อน
นายโตโต้คนนี้่ถูกสั่งไปประจำการที่กรุงพนมเปญ กัมพูชาเพื่อนบ้านเรา
ฉันยังแซวกับนายคนนี้่เลยว่า "ถ้าอยากกลับไทยก็เดินผ่านด่านโรงเกลือแล้วกันนะ 555+"
ซึ่งโตโต้เป็นคนที่กินง่ายอยู่ง่ายและอึดทนตามประสาหนุ่มวิศวะ แถมนางยังมาเม้าท์ให้ฟังว่า
"ได้กินงูเขียวทอดกรอบแล้วฟินอย่าบอกใคร" เออ...อย่าบอกใครทำไมนายต้องมาบอกฉัน 555+
ดูแล้วโตโต้ไม่น่ามีปัญหากับการมาอยู่ต่างเมือง เพราะเป็นประเทศที่ใกล้ไทยแค่เอื้อม บินไปกลับได้ตลอดเว...
คนที่สองชื่อ พิม หรือเพื่อนๆเรียกว่า พิมมี่ สาวสวยจากสาขาเศรษฐศาสตร์ ม.กรุงเทพ ผู้มีความอ้อนแอ้นเหมือนเด็ก ผู้ที่สอบเข้ามาได้ในลำดับต้นๆ ที่ความสวยชนะใจกรรมการ
แต่ทว่าเธอก็โก๊ะเปิ่นๆ ตามแบบนางเอกเกาหลี 555+ แบบว่า จะเดินไปซื้อข้าวมันไก่
แต่ว่าเธอไปยืนต่อแถวที่ร้านขายข้าวแกง แล้วบ่นว่าอยากกินข้าวมันไก่ ..เอ่อนะ
นิสัยหล่อนก็คล้ายๆกับฉันนี่แหละ คือชอบแซวชอบแกล้งพี่ๆเพื่อนๆไปเรื่อย
เราคุยอะไรกันสองคนก็ขำกันสองคน เราสองคนนั่งทำงานโต๊ะติดกันมาตลอด
โดนย้ายทีนึงก็ย้ายเป็นแพ็คคู่ ทำให้พี่ๆในกระทรวงเรียกเราว่า "ดูโอ้"
หล่อนได้ถูกไปประจำการที่กรุงโตเกียว ญี่ปุ่นที่หล่อนใฝ่ฝันอยากไปมานาน
แซวเธอว่า "ใส่กิโมโนมาให้ดูด้วยนะ" เข้าทางของหล่อนเลย
ชอบอาหารญี่ปุ่น ชอบดูซีรีย์ญี่ปุ่น อะไรที่เป็นญี่ปุ่นแม้กระทั่งหนุ่มอปป้า หล่อนชอบมากๆๆ
ป่านนี้เธอคงหลงเสน่ห์ญี่ปุ่นจนหัวปักหัวปำแล้วล่ะมั้ง ...
ฉันหมายถึงวงบอยแบรนด์ที่หล่อนคลั่งไคล้อยู่นี่ไง 5555
ขอให้มีความสุขกับการใช้ชีวิตอยู่ในแดนปลาดิบนะคะคุณเพื่อน
คนที่สามบอกเลยคนนี้ค่อนข้างไฮชั้นสูงหน่อย เธอชื่อ กอบัว ไม่ทราบว่าเจ้าหล่อนจบจากที่ไหน
แต่เธอเป็นถึงลูกสาวของเอกอัครราชทูต ภาษีดี นามสกุลดี และยังภาษาดีอีกต่างหาก ครบสูตรเป๊ะเลย
เป็นคนที่เรื่องมากนะ ไม่อยากจะเขียนถึงหล่อนในแง่ลบเลย เพราะเกรงใจท่านเอกอัครราชทูตถ้ามาเห็นเข้า
จะบอกว่าไม่ลงรอยกันก็ใช่อยู่ ก็เราคนนั้นมันคนละชั้น จะทำเช่นไรให้มองเห็นกัน
(555+ เพลงน้องเจ้านายก็มา) หล่อนไม่ค่อยได้มาพูดคุยอะไรกับพวกเรามากนัก
เหมือนหล่อนจะคุยกับคนชั้นเดียวกันของหล่อนมากกว่า เลยมองพวกเราเหมือน...ไม่พูดดีกว่า
หล่อนถูกสั่งให้ไปประจำการที่สถานกงสุลใหญ่นครโฮจิมินห์ เวียดนาม
เท่านั้นล่ะค่ะ นอยด์เลยเธอ พวกเรานี่ออกจะดีใจนะถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกัน
แต่ก็สามารถไลน์คือ call คุยกันได้เสมอ แถมยังจะมาขอร้องให้ฉันสับเปลี่ยนประเทศกับเธออีกนะ
(อาศัยเส้นคุณพ่อหล่อนมาข่มอีกตามเคย)
เพราะเธอให้เหตุผลว่าอยู่สิงคโปร์มาตั้งแต่เด็ก ย่อมรู้ดีกว่าคนที่มาครั้งแรกเป็นไหนๆ
แต่เอ...เหตุผลฟังไม่ขึ้นนะ เท่ากับกำลังเอาเปรียบฉันและเพื่อนๆ มีอย่างหรือที่คนอย่างฉันจะยอม
บอกหล่อนไปว่าจะอยู่ที่ไหนๆในโลกเราต้องหัดเรียนรู้ไม่ใช่มาทำอะไรก็ได้เพื่อให้มันตรงกับสเป็คตัวเอง (เอาเป็นว่าถ้าท่านไม่อนุญาติให้ย้าย หล่อนก็ต้องอยู่โฮจิมินห์ต่อไปนะจ๊ะ คุณลูกสาวทูต)
ส่วนฉันนั้นได้รับคำสั่งให้มาประจำการที่สิงคโปร์ ได้ยินครั้งแรกก็สะดุ้งเพราะดีใจมากๆ
อยากไปมานานแล้ว ทีแรกอยากมาเที่ยวตอนสิ้นปี แต่นี่ไม่ต้องรอสิ้นปี
กลางปีนี้ก็ได้ไปล่ะ 555+ คิดในใจลึกว่า เราเป็นตัวสำรองที่แทบจะไม่มีโอกาสได้เข้ามาทำงานที่นี่
กลับได้โอกาสใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวหรือ ในฐานะคนไทยคนนึงก็ขอสัญญาว่า
จะทำหน้าที่ๆได้รับมอบหมายมานี้ให้ดีที่สุดและจะทำให้เต็มที่
สิงคโปร์มันก็เส้นขนานกับไทยเรานะ เพียงแต่ว่าเค้ามีระเบียบมากกว่าเรา ไม่มีปัญหาหรอกเรื่องนี้
ท่านพ่อสอนมาตั้งแต่เด็กแล้วว่าการมีระเบียบวินัยไปอยู่ที่ไหนต้องมีติดตัว
อย่าให้ต้องมาว่าเราได้ ทีนี้เราต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตและการกินอยู่ของที่นี่ให้มากขึ้น
และต้องปรับตัวเข้ากับบ้านเขาให้ได้ เราเป็นคนไทยอยู่ที่ไหนคนก็คือคนไทย
แต่เราต้องเคารพกฎระเบียบบ้านเมืองเขาด้วย...
เรื่องราวของพวกเราสี่คนจะเป็นอย่างไรนั้นหรือ โปรดติดตามอ่านได้ในตอนต่อไปนะคะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ขัดขวาง
เวลา 22.09 น. ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หลังจากเรื่องราวร้ายๆผ่านไปได้ไม่ทันข้ามวัน เราอยากจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับแม่ที่เรารัก สุดท้ายแล้...